2007/Jan/15

บทความนี้ ยกมาจาก http://insane.exteen.com

ซึ่งเป็นอีกบลอกของผมเอง

พิมพ์ไว้เมื่อ 12 มกราคม 2550

เป็นบทความที่บอกถึงหลายๆอย่างในตัวและนอกตัวของผม

ขณะเขียน ผมก็ได้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่ไม่เคยรุ้มาก่อนเกี่ยวกับตนเอง

-----------------------------------------------------------

โดนTagมาจาก Otakiเพื่อนที่ชมรมโรงเรียน

โดนมาได้เกือบสัปดาห์แล้ว แต่ก็ดองไว้นาน เพราะไม่มีเวลาเลย

ไม่เคยคิดว่าจะโดนTag เพราะไม่ค่อยจะมีใรรู้จักบลอกเราเท่าไหร่

พอโดนtagก็คิดอยู่นานว่า จะเขียนเรื่องอะไร

ก็มีเรื่องที่คนนอกเน็ตรู้ คนในเน็ตไม่รู้ และก็คนในเน็ตรู้ คนนอกเน็ตไม่รู้

อยากจะเริ่มที่เรื่องเฟลๆ ที่ให้ข้อคิดเล็กๆน้อยๆ

เริ่มที่

-

1. สถานะตนเอง ณ ปัจจุบัน

ตอนนี้เป็นแค่นักเรียนม.ปลายธรรมดา1คน

น้อยคนนักที่จะรู้ภูมิหลังของผม(แม้กระทั่งเพื่อนในห้อง)

แต่ก่อนผมอยู่ต่างจังหวัด พอขึ้นม.ปลายย้ายมาอยู่กทม

ชีวิตเปลี่ยนไปมาก ยิ่งกว่าฝ่ามือเป็นหลังเท้า

-

จากเด็กชายที่ไม่รู้ประสีประสา เอาแต่ใจตนเอง มีคนคอยดูแล

ต้องมาอยู่เมืองกรุง เวลาแค่2ปีทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนไป

ต้องดิ้นรนขวนขวายหาทุกสิ่งที่จะช่วยในการดำรงชีวิต

การขึ้นรถเมล์นั่ง2แถวหาข้าวกินกดATM ฯลฯ

-

ชีวิตช่วงแรกเฟลแทบคลั่ง กับเพื่อนในห้อง แทบไม่ได้คุยเลย

มีแค่เพื่อน3-4คนที่พอจะคุยกันนิดๆหน่อยๆ

สิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยู่ได้นั่นคือ ชมรม

-

ผมอยู่ชมรมการ์ตูนที่โรงเรียน

ทุกครั้งผมตั้งตารอชมรมที่จะมาถึงในทุกวันอังคาร

รุ่นพี่หลายคน เพื่อนๆ ไม่เคยมีใครรู้ว่าทำไม

ผมถึงไม่เคยโดดชมรม อยู่ชมรมจนคนสุดท้าย

พอย้อนไปถึงตอนนั้นก็เศร้าใจเหมือนกัน

แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆในชมรมมากๆ

-

ตอนแรก ผมไม่ค่อยยอมรับสังคมใหม่เท่าไหร่

อาจเป็นเพราะ ค่านิยม ความคิด และหลายอย่างที่ต่างกัน

ผมยกเอาความคิดนี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้างปิดกั้นตนเอง

สิ่งที่ทำให้ผมเปิดตัวเองกับเพื่อนได้มีแค่3อย่าง

หนึ่งคือ การ์ตูน สองคือเกม และสามคือฟุตบอล

-

การ์ตุนแน่นอนว่า คุยได้มากก็แค่ การ์ตูนตลาดทั่วไป

วันพีซ นารูโตะ และอีกนิดๆหน่อยๆ

เกม ก็แค่เกมออนไลน์ทั่วๆไป นิดๆหน่อยๆ

และฟุตบอล แน่นอนว่า มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผม

ได้มีโอกาสเปิดตัวตนของตัวเองได้เต็มที่

-

เหมือนที่หลายๆคนบอกว่า กีฬาสร้างมิตรภาพ

ผมไม่เคยรู้มาก่อนหรอกนะ จนถึงไม่นานมานี้

ผมคิดว่าผมโชคดีที่พอจะมีฝีมือในการเล่นบอลมาบ้าง

ย้ำว่าฝีมือ เพราะเป็นโกลด์ฟุตบอลสีโรงเรียนเก่า

กีฬาอื่นๆก็พอมีทักษะอย่างบาส ก็พอได้

ความสามารถตรงนี้ทำให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆได้ระดับหนึ่ง

-

พอระยะเวลาผ่านมาพอสมควร ก็เริ่มได้คิด

เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ค่อยๆลบอคติที่เคยมีให้จางลงเรื่อยๆ

พอรุ้ตัวอีกที เวลา1ปีก็ผ่านไป

เพื่อนๆในห้อง ถ้าคนที่เคยอยุ่ม.4กับเรามา

ม.5จะรู้ว่า เราเปลี่ยนไปมากพอดู จากคนพูดน้อย

ไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้า ก็พูดจา และคุยเล่น

สุดท้ายแล้ว ตอนนี้ก็แฮปปี้ดี มีความสุข

-

แต่แปบเดียวก็จะหมดไปอีกปี ปีหน้าก็ขึ้นม.6

ต้องย้ายห้อง ไปเจอคนใหม่ๆ แต่ตอนนี้ก็มั่นใจได้ว่า

ยังไง การเปิดใจยอมรับคนอื่นก่อน

ย่อมทำให้คนอื่นเปิดใจยอมรับเราตอบเป็นแน่

-

2.อนาคต

เครียดพอดูกับการเลือกคณะ

แม้จะเหลือเวลาอีก1ปีนิดๆ กับการแอดมิชชั่น

แต่ก็ยังไม่หายกังวลกับเรื่องนี้

-

ชีวิตเราไม่เคยคิดถึงเรื่องอาชีพในฝันเลย

คิดๆดูแล้ว ช่างเป้นเด็กที่น่าเบื่อ และจืดชืด

ผมรุ้สึกเสียดายเวลากับวัยเด็กที่ผ่านไปแล้วมาก

-

ความที่ตอนเด็กนั้น ไม่สนใจอะไรเลยนอกจาก

เรื่อยเปื่อยไปวันๆ ด้วยความที่หัวดีเลยทนงตน

เอาแต่เล่นเกม อ่านการ์ตูน ไม่ยอมทำอะไร

สิ่งเดียวที่คิดว่าได้ประโยชน์จากวัยเด็กคือ เรียนว่ายน้ำ

ไม่เคยสนใจดนตรี ศิลปะ สกิลที่มีประโยชน์ต่างๆ

พอโตขึ้นมา ได้มองกลับไปยังจุดนั้น จึงคิดว่า

ตัวเราแท้จริงแล้วช่างโง่เสียเหลือเกิน

-

ตอนนี้ สิ่งเหล่านั้นจึงเป้นสิ่งที่ผมโหยหามัน

หลายคนอาจไม่เชื่อ แต่ว่า การที่เราขาดสิ่งใดในวัยเด็ก

โตมาคนเรามักจะโหยหาสิ่งเหล่านั้น

-

หลังจากที่คิดได้ ณ วินาทีนั้น ผมมองตนเอง

ที่สะท้อนผ่านความคิดในหัว แล้วถามว่า

ตอนนี้เราทำอะไรอยุ่ สิ่งที่เราทำมีประโยชน์ไหม

หลังจากนั้น ผมเลิกเล่นเกม เกือบจะทั้งหมด

โดยเฉพาะเกมออนไลน์ ที่ก่อนหน้านั้น

ผมเล่นมันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่ออะไร?

ผมก็ไม่รู้ คิดได้ก็เลยเลิกมันซะ

หันมาฝึกสกิลที่เอามาใช้ได้จริงดีกว่า

-

ก็เลยเริ่มวาดรูป ฝึกเล่นกีต้าร์

จนถึงตอนนี้ผ่านมาได้เกือบ2ปี

คิดว่า มันเป็นทางเดินที่ถูกแล้วสำหรับเรา

แต่อุปสรรคก็มักจะตามมาเสมอ

-

ตั้งแต่วัยเด็ก ผมก็โดนยัดความคิดต่างๆมามาก

กว่าจะรุ้ตัวว่าโดนขีดเส้นชีวิตไว้แล้ว ก็เกือบจะสายไป

การที่เราไม่พยายามจะรับรู้ถึงความจริง

มันอาจทำให้เรามีความสุขได้เพียงชั่วครู่

แต่สุดท้าย เราก็ต้องเผชิญกับความจริงอยุ่ดี

-

ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เป็นคนหัวดี

และทางตระกูลไม่มีหมอเลย

เลยถูกตั้งความหวังให้เข้าหมอ

เราเองด้วยความไม่คิดอะไรก็เออออตาม

แต่พอโตขึ้นมาได้มีโอกาสสัมผัสหลายๆอย่าง

ได้ศึกษาหลายๆอาชีพเข้าจริง

ก็คิดได้ว่า เราต้องอยู่กับอาชีพมันไปตลอดชีวิต

-

แต่เราจะยอมรับมันได้ไหม ถ้าหาก

เราต้องถูกบังคับให้เลือกในสิ่งที่ตนไม่ชอบ

เมื่อถึงเวลาแล้ว คนอื่นมีความสุข ยินดี

แต่ตัวเราเองล่ะ เราพอใจที่คนอื่นมีความสุข

ในขณะที่เราต้องทนอยู่กับความทุกข์ของตน งั้นหรือ?

-

ช่วงนั้น ผมพร่ำกับตัวเอง ซ้ำไปมาในสมอง

บนรถเมล์ ในห้องเรียน ห้องน้ำ บนเตียง

มันทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูแย่ลงไปถนัดตา

-

แม้ว่าลองแอบถามหลายๆคนรอบตัว

คำตอบที่ทุกคนพูดจะออกมาเหมือนกันว่า

เลือกสิ่งที่ตนเองชอบ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด

แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจถึงคำพูดที่ออกจากปากเขาจริง

แค่เพียงขยับปาก ลิ้น กราม หลอดลม กล่องเสียง

มันง่ายกว่าการตัดสินใจ และการกระทำที่ต้องตามมา

-

ความคิดของผมเริ่มแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน

แม้จะมีหลายอย่างตอกย้ำ ทั้ง แบบทดสอบ

ใบประเมิณ คนรอบข้าง ความกดดันก็โถมทับเข้ามา

ผมตัดสินใจอยู่นาน จนในที่สุด ก็เลือกจะไปตามทาง

ที่ตนเองเลือกจะขีดเส้นเอง ผมอยากเรียน สถาปัต

-

มันเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆตัวนี้ การต่อสู้เริ่มขึ้น

จนถึงตอนนี้ ผลก็ยังไม่ไปถึงไหน

แต่การเริ่มต้นก่อนที่จะสายไป

มันดีกว่าการกลับนั่งเสียใจในภายหลัง

-

3.โรคประจำตัว

จริงๆแล้ว ผมมีโรคประจำตัวที่เป็นกรรมพันธุ์มาจากคุณแม่

มันคือ โรคหอบ ที่มักจะกำเริบเอาในช่วงเปลี่ยนฤดูบ่อยครั้ง

พี่ชายของผมไม่เป็น ผมเลยรู้สึกว่า ทำไมตนเองถึงโชคร้ายนัก

-

โรคหอบ ไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารบรรเทาได้ด้วยการ

ทำร่างกายให้แข็งแรง นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องเล่นกีฬา

ทุกวันนี้ อาการไม่ค่อยจะปรากฏ นานๆจะมีสักที

ไม่จำเป็นต้องพกยาพ่นติดตัวไว้ เพราะไม่ได้เป็นมาก

จะมีช่วงที่ต้องพกยาในช่วงที่เป็นหวัด

-

หวัด สำหรับคนเป็นโรคหอบแล้ว มันน่ากลัวมาก

การที่เป็นหวัด และหอบ จะยิ่งทำให้หลอดลมตีบ

จำเป็นต้องกินยาขยายหลอดลม ควบคุ่ไปกับยาแก้อักเสบ

แน่นอนว่า มันทรมาณมาก หากว่าร่างกายเราอ่อนแอ

โชคดีในโชคร้ายที่ผมมีร่างกายที่แข็งแรง

เลยไม่ค่อยจะเป็นอะไรมาก แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง

ที่ต้องเข้าโรงบาลเพื่อฉีดยาเลยทีเดียว

-

สาเหตุไม่ใช่อะไร มาจากเจ้าหมาที่เลี้ยงไว้นั่นเอง

ผมย้ายมา กทม มาอยู่บ้านญาติ ซึ่งเลี้ยงเจ้าหมาไว้

ด้วยความที่ไม่เคยเล่นกับหมา ก็เลยเห่อไปกัดกับมันเล่น

จนต้องโดนดีเมื่อหมอบอกว่า ห้ามเล่นกับหมา

เพราะขนเจ้าหมา ทำให้อาการหอบกำเริบหนัก

ตอนนี้ก็เลยได้แค่ ลูบหัวมันวันละ1ครั้ง ตอนกลับเข้าบ้าน

คอดว่า มันคงจะเหงาน่าดูเลยที่ไม่มีเพื่อนเล่นกับมัน

-

4.เหตุการณ์สยอง เห็นการตาย

ฟังดูน่ากลัวนะ เห็นหลายคนเล่า ก็เลยอยากเล่าบ้าง

แต่จริงๆไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก เพราะการตายนี้

เป็นการจากไปของ เจ้าหมาของเราเอง

-

บ้านญาติเราเลี้ยงเจ้าหมาไว้2ตัว

เป็นตัวผู้1 เมีย1 เป็นพี่น้องท้องเดียวกันนี่หล่ะ

เจ้าหมา2ตัว เป็นหมาพันธุ์ผสม ไทย+เทศ

พันธุ์อะไรเราก็ไม่รุ้หมือนกัน แต่มันน้ำตาลอ่อน

ทั้งตัว แล้วก็ตามอุ้งเท้า ปาก และหาง เป็นสีขาว

ดูแล้ว สวยแปลกตาไปอีกแบบ ไม่เหมือนใคร

-

เจ้าสองตัวนี้อยู่บ้านนี้มาก่อนผมอีก

มันอยู่มาได้6ปี ตอนเมื่อผมย้ายเข้ามา

ผมเข้า กทม มาตอนปิดเทอมม.3 เพื่อเรียนพิเศษ

และสอบเข้าโรงเรียนที่กทมนี้

ผมยังจำวันแรกที่มาถึงได้เลย น่าแปลกใจที่

มันไม่เห่าผมเลยสักกะนิด ทั้งที่ผมไม่เคยเจอมันมาก่อน

หลังจากนั้นมนก็อยู่เป็นเพื่อนเล่นกับผมมาตลอด

จนเกือบปี เกิดเหตุหารณ์ที่ผมต้องเข้าโรงบาล

เพราะขนของเจ้าหมาทั้ง2 นั่นเอง

-

เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าตัวผู้ อยู่ดีๆก็เริ่มมีอาการเฉื่อยชา

ในขณะที่เจ้าตัวเมีย ยังกระดี๊กระด๊า หนีออกไปเที่ยวนอกบ้าน

อยุ่เป็น เนืองๆ อาจจะเป้นเพราว่า ฮอร์โมน ก็เป็นได้

ตัวเมียนั้น โดนทำหมันตั้งแต่ยังอายุไม่กี่ขวบ

แต่เจ้าตัวผู้นี้ ไม่ได้ทำหมันมัน ปล่อยให้อยู่เป็นปกติสุข

-

หลังจากที่เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเจ้าตัวผู้

ก็เลยไปตามหมอมาดู หมอก็บอกว่ามันแก่มากแล้ว

อายุก็ประมาณ8ปีกว่าๆ ถือว่ามากสำหรับหมาไทย

พอถามหมอว่ามันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน หมอก็แค่ยิ้ม

รอยยิ้ม ทำให้รุ้ถึงชะตากรรมของมันมากกว่าคถพูดเสียอีก

-

วินาทีนั้น ก็ทำใจได้ว่า มันคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน

มันเป็นหมาที่น่ารักมาก ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

มันจะนั่งส่งเราตาแป๋ว อาหารที่ชอบของมันคือ

ปลาทู กับ ขนมปัง ฟังดูไม่น่าจะเป้นอาหารของสุนัขได้

ผมก็มักจะเอาส่วนที่เหลือมาให้มันกินเสมอ

-

หลังจากนั้นได้3เดือน มันก็ล้มตัวลงนอนข้างกองไม้

ในโรงจอดรถผมกลับมาตอนบ่าย3 เร็วกว่าปกติ

เห็นมันนอนอยุ่ก็คิดว่าหลับ เลยไม่ได้เข้าไปดู

พอน้ากลับมาตอนเย็นๆ จึงรุ้ว่า มันจากเราไปเสียแล้ว

-

เราได้มีโอกาสอุ้มมันใส่ถุงดำเองกับมือ

มันจากไปอย่างสงบและได้มอบหมายภารกิจ

ที่เหลือให้แก่น้องสาวร่วมสายเลือดของมันแล้ว

เจ้าน้องสาวมองดูผมกับน้าอุ้มพี่ชายของตนเอง

ใส่ถุงดำด้วยหน้าตาที่ดูเป็นปกติ ราวกับว่า

มันรุ้ว่าเกิดอะไรขึ้น และอะไรคือสิ่งที่ตัวเองควรทำต่อไป

-

เราไม่อาจเข้าใจความคิดของสุนัขได้

เราไม่อาจรุ้ได้ว่า มันรุ้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เราไม่เคยเห็นน้ำตาของสุนัข

เราไม่เคยได้ยินสุนัขร้องได้

บางที มันอาจรู้ความหมายของคำว่าชีวิต

ดีกว่าสัตว์ประเสริฐที่กระโหลกบรรจุสมองหนักร่วมกิโล

ด้วยซ้ำไป

-

มันยึดมั่นในหน้าที่ ตราบเท่าที่มันยังมีชีวิต

มันทำตามหน้าที่อย่างซื่อสัตย์เพียงเพื่อรับของตอบแทน

เป็นแค่อาหาร และที่อยู่ แต่มันก็รับรุ้ว่า ชีวิตของมันมีคุณค่า

ไม่ใช่แค่พื่อตัวมัน หากแต่ เพื่อผู้มีบุญคุณต่อชีวิตมัน

-

ทุกวันนี้ เจ้าน้องหมาตัวเมีย ก็ยังคงอยู่กับผม

คอยเห่าไล่คนแปลกหน้า คุ้มครองบ้าน

เพื่อสืบต่อเจตนารมณ์ของพี่ชายมันตราบชั่วชีวิต

-

5.ทัศนคติเกี่ยวกับชีวิต สังคม และความฝัน

หลังจากที่ผมได้มาอยู่กทม ผมก็ได้มีเวลาคิด

เรื่องสัพเพเหระมากขึ้น ผมมีเวลาว่างมากเป็นกระบุง

โดยเฉพาะเวลาเดินทางที่ยาวนานร่วมชั่วโมง

ช่วงนี้เองที่ผมเริ่มจะคิดถึงหลายๆแง่มุมในชีวิต

-

อาจจะฟังดูแล้วรุ้สึกว่า แก่แดดเหลือเกิน

ทั้งที่อยู่แม.ปลาย แต่กลับคิดถึงเรื่องแบบนี้

แต่ผมมองว่า มันไม่เป็นเรื่องแปลก

เพราะสุดท้าย สักวันนึง ทุกคนย่อมต้อง

คิดถึงมันแน่นอน หากแต่ช้าหรือเร็ว

-

ผมเริ่มมีทัศนคติต่อการทำงาน สังคม

และการใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไปจากคนปกติ

ผมเริ่มร่างอนาคตของตนเองขึ้นมา

ผมมองชีวิตที่ดำเนินไปทุกวันนี้ว่ามันช่างไร้สาระ

-

คนเราทำงานเพียงเพื่อเงิน ถูกกำหนดเวลา

ให้ทำงานเหมือนเครื่องจักร ทุกวัน ตรงเวลา

ซ้ำซาก จำเจ ผมมองว่า คนเราเสียเวลาของชีวิต

ให้กับเพียงเพื่ออะไรบางอย่างที่เรียกว่าเงิน

ที่หลายคนอยากได้ คนอยากได้เงินทำไม

-

หลายคนเพียงแค่ต้องการนำมันมา

เพื่อใช้บำบัดความต้องการของตน ซื้อนู่น

นี่ เพราะคิดว่า หากตนมีมันแล้ว จะมีความสุข

คนเรามักไขว่ขว้าความสุขที่อยุ่ไกลออกไป

จนลืมความสุขที่สามารถหาได้ใกล้ๆตัว

-

ปัจจุบัน คนเราถูกสร้างค่านิยมที่ผิดๆ

คิดว่า เงินทำให้เราสามารถมีความสุขได้

เงินเท่านั้น คือสัจธรรม

เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่เงินเป็นพ่อพระเจ้า

แต่มันก็ไม่จริงเสมอไป

-

เด็กๆผมฝันว่าอยากรวย

ทุกวันนี้ แม้กระทั่งเด็กที่ยังไม่รู้อะไร

กลับยังอยากรวย ทั้งๆที่ ไม่รุ้ว่าจะรวยไปทำไม

หันไปทางไหนก็เจอแต่ บ้านนี้ดีอยู่แล้วรวย

ยันต์มหาลาภ คถามหารวย ฯลฯ

-

คนเรานำเงินมาใช้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน

เพราะต้องการความสะดวกในการซื้อขาย

แต่เงินนี้เอง กลับทำให้มนุษย์ตกเป็นทาสมัน

คนเราเสียเวลา1ส่วน3ของชีวิตกับการนอน

เสียเวลาอีก1ส่วน3ให้กับเงิน เราจ่ายชีวิตเราเพิ่อเงิน

โดยที่เราเอาเงินมาเพื่อเติมเต็มในอีก1ส่วน3ท่เหลือ

ต่อให้คุณมีเงินหลายพันหลายหมื่นล้าน คุณก็ไม่ได้กำไร

อย่างมากคุณก็เท่าทุนในการใช้ชีวิต

-

คนเราอยู่ได้ด้วยความฝัน และจินตนาการ ไม่ใช่ด้วยเงิน

เงินไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้

เงินเป็นเพียงแค่วัตุ แค่สสาร แค่ธาตุ แค่อนุภาค แค่อะตอม

ความฝัน จินตนาการ และการลงมือทำต่างหาก

ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

-

คนเราล้วนแต่มีความฝัน

คนเราล้วนไล่ตามความฝัน และอยากไปถึงฝัน

แต่ความฝันปัจจุบันนี้สำหรับคนช่างน่าเศร้า

ฝันว่า อยากมีรถ อยากมีบ้าน อยากมีนุ่น นี่

ความฝัน ถูกแทนที่ด้วยความโลภในวัตถุ

ซึ่งจำเป้นต้องแลกมาด้วยเงินตรา

-

ผมก็มีฝันของผม แต่มันแตกต่างไปจากเหล่านี้

ผมตั้งอุดมการณ์แห่งการใช้ชีวิตของผม

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่า ผมจะไม่ทำงานเพื่อเงิน

แต่จะทำงานเพื่อให้ฝันของตนเป็นจริง

สิ่งที่ผมตามหาในชีวิตไม่ใช่เงิน ไม่ใช่สิ่งของ

ผมไม่เชื่อว่า สิ่งเหล่านั้น จะทำให้ผมมีความสุขได้

แต่ผมเชื่อว่า ความฝัน และการตามฝันไปให้ถึง

จำทำให้ผมพบกับความสุขที่แท้จริง

-

-

จริงๆมีเรื่องที่อยากจะเขียนเกี่ยวกับทัศนคติชีวิต

อีกเยอะแยะเป็นภูเขาเลย แต่กลัวคนอ่านจะเบื่อ

กลัวอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะคนเขียนเมา เหอๆ

-

ก็แนะนำว่า ลองไปหางานเขียนของคุณ วินทร์ เลียววาริณ

อ่านได้ ความคิดเราคล้ายเค้ามาก

ตอนแรกเราอ่านหนังสือเค้าเราก็ยังตกใจเลยว่า

สไตล์การคิดเค้าคล้ายๆเรา

เหมือนจะคิดสบายๆ แต่แฝงความซีเรียส เก็บกด อยากระบาย หึหึ

มองโลกไนแง่ลบ จนถึงขีดสุดแล้วพลิกกลับมาในแง่บวก

มันจะช่วยเพิ่มกำลังใจได้ดีนักแล

-------------------------------------------

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เลือกคณะดีดีนะคะ

เอาที่ตัวเองชอบก็พอเเล้วแหละ..
#1  by  Bazii3 - - - >> ! ด ะ ขี้ || J* At 2007-01-15 17:46, 

<< Home