บทความนี้ ยกมาจาก http://insane.exteen.com
ซึ่งเป็นอีกบลอกของผมเอง
พิมพ์ไว้เมื่อ 12 มกราคม 2550
เป็นบทความที่บอกถึงหลายๆอย่างในตัวและนอกตัวของผม
ขณะเขียน ผมก็ได้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่ไม่เคยรุ้มาก่อนเกี่ยวกับตนเอง
-----------------------------------------------------------
โดนTagมาจาก Otakiเพื่อนที่ชมรมโรงเรียน
โดนมาได้เกือบสัปดาห์แล้ว แต่ก็ดองไว้นาน เพราะไม่มีเวลาเลย
ไม่เคยคิดว่าจะโดนTag เพราะไม่ค่อยจะมีใรรู้จักบลอกเราเท่าไหร่
พอโดนtagก็คิดอยู่นานว่า จะเขียนเรื่องอะไร
ก็มีเรื่องที่คนนอกเน็ตรู้ คนในเน็ตไม่รู้ และก็คนในเน็ตรู้ คนนอกเน็ตไม่รู้
อยากจะเริ่มที่เรื่องเฟลๆ ที่ให้ข้อคิดเล็กๆน้อยๆ
เริ่มที่
-
1. สถานะตนเอง ณ ปัจจุบัน
ตอนนี้เป็นแค่นักเรียนม.ปลายธรรมดา1คน
น้อยคนนักที่จะรู้ภูมิหลังของผม(แม้กระทั่งเพื่อนในห้อง)
แต่ก่อนผมอยู่ต่างจังหวัด พอขึ้นม.ปลายย้ายมาอยู่กทม
ชีวิตเปลี่ยนไปมาก ยิ่งกว่าฝ่ามือเป็นหลังเท้า
-
จากเด็กชายที่ไม่รู้ประสีประสา เอาแต่ใจตนเอง มีคนคอยดูแล
ต้องมาอยู่เมืองกรุง เวลาแค่2ปีทำให้หลายสิ่งเปลี่ยนไป
ต้องดิ้นรนขวนขวายหาทุกสิ่งที่จะช่วยในการดำรงชีวิต
การขึ้นรถเมล์นั่ง2แถวหาข้าวกินกดATM ฯลฯ
-
ชีวิตช่วงแรกเฟลแทบคลั่ง กับเพื่อนในห้อง แทบไม่ได้คุยเลย
มีแค่เพื่อน3-4คนที่พอจะคุยกันนิดๆหน่อยๆ
สิ่งเดียวที่ทำให้ผมอยู่ได้นั่นคือ ชมรม
-
ผมอยู่ชมรมการ์ตูนที่โรงเรียน
ทุกครั้งผมตั้งตารอชมรมที่จะมาถึงในทุกวันอังคาร
รุ่นพี่หลายคน เพื่อนๆ ไม่เคยมีใครรู้ว่าทำไม
ผมถึงไม่เคยโดดชมรม อยู่ชมรมจนคนสุดท้าย
พอย้อนไปถึงตอนนั้นก็เศร้าใจเหมือนกัน
แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆในชมรมมากๆ
-
ตอนแรก ผมไม่ค่อยยอมรับสังคมใหม่เท่าไหร่
อาจเป็นเพราะ ค่านิยม ความคิด และหลายอย่างที่ต่างกัน
ผมยกเอาความคิดนี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้างปิดกั้นตนเอง
สิ่งที่ทำให้ผมเปิดตัวเองกับเพื่อนได้มีแค่3อย่าง
หนึ่งคือ การ์ตูน สองคือเกม และสามคือฟุตบอล
-
การ์ตุนแน่นอนว่า คุยได้มากก็แค่ การ์ตูนตลาดทั่วไป
วันพีซ นารูโตะ และอีกนิดๆหน่อยๆ
เกม ก็แค่เกมออนไลน์ทั่วๆไป นิดๆหน่อยๆ
และฟุตบอล แน่นอนว่า มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผม
ได้มีโอกาสเปิดตัวตนของตัวเองได้เต็มที่
-
เหมือนที่หลายๆคนบอกว่า กีฬาสร้างมิตรภาพ
ผมไม่เคยรู้มาก่อนหรอกนะ จนถึงไม่นานมานี้
ผมคิดว่าผมโชคดีที่พอจะมีฝีมือในการเล่นบอลมาบ้าง
ย้ำว่าฝีมือ เพราะเป็นโกลด์ฟุตบอลสีโรงเรียนเก่า
กีฬาอื่นๆก็พอมีทักษะอย่างบาส ก็พอได้
ความสามารถตรงนี้ทำให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆได้ระดับหนึ่ง
-
พอระยะเวลาผ่านมาพอสมควร ก็เริ่มได้คิด
เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ค่อยๆลบอคติที่เคยมีให้จางลงเรื่อยๆ
พอรุ้ตัวอีกที เวลา1ปีก็ผ่านไป
เพื่อนๆในห้อง ถ้าคนที่เคยอยุ่ม.4กับเรามา
ม.5จะรู้ว่า เราเปลี่ยนไปมากพอดู จากคนพูดน้อย
ไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้า ก็พูดจา และคุยเล่น
สุดท้ายแล้ว ตอนนี้ก็แฮปปี้ดี มีความสุข
-
แต่แปบเดียวก็จะหมดไปอีกปี ปีหน้าก็ขึ้นม.6
ต้องย้ายห้อง ไปเจอคนใหม่ๆ แต่ตอนนี้ก็มั่นใจได้ว่า
ยังไง การเปิดใจยอมรับคนอื่นก่อน
ย่อมทำให้คนอื่นเปิดใจยอมรับเราตอบเป็นแน่
-
2.อนาคต
เครียดพอดูกับการเลือกคณะ
แม้จะเหลือเวลาอีก1ปีนิดๆ กับการแอดมิชชั่น
แต่ก็ยังไม่หายกังวลกับเรื่องนี้
-
ชีวิตเราไม่เคยคิดถึงเรื่องอาชีพในฝันเลย
คิดๆดูแล้ว ช่างเป้นเด็กที่น่าเบื่อ และจืดชืด
ผมรุ้สึกเสียดายเวลากับวัยเด็กที่ผ่านไปแล้วมาก
-
ความที่ตอนเด็กนั้น ไม่สนใจอะไรเลยนอกจาก
เรื่อยเปื่อยไปวันๆ ด้วยความที่หัวดีเลยทนงตน
เอาแต่เล่นเกม อ่านการ์ตูน ไม่ยอมทำอะไร
สิ่งเดียวที่คิดว่าได้ประโยชน์จากวัยเด็กคือ เรียนว่ายน้ำ
ไม่เคยสนใจดนตรี ศิลปะ สกิลที่มีประโยชน์ต่างๆ
พอโตขึ้นมา ได้มองกลับไปยังจุดนั้น จึงคิดว่า
ตัวเราแท้จริงแล้วช่างโง่เสียเหลือเกิน
-
ตอนนี้ สิ่งเหล่านั้นจึงเป้นสิ่งที่ผมโหยหามัน
หลายคนอาจไม่เชื่อ แต่ว่า การที่เราขาดสิ่งใดในวัยเด็ก
โตมาคนเรามักจะโหยหาสิ่งเหล่านั้น
-
หลังจากที่คิดได้ ณ วินาทีนั้น ผมมองตนเอง
ที่สะท้อนผ่านความคิดในหัว แล้วถามว่า
ตอนนี้เราทำอะไรอยุ่ สิ่งที่เราทำมีประโยชน์ไหม
หลังจากนั้น ผมเลิกเล่นเกม เกือบจะทั้งหมด
โดยเฉพาะเกมออนไลน์ ที่ก่อนหน้านั้น
ผมเล่นมันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่ออะไร?
ผมก็ไม่รู้ คิดได้ก็เลยเลิกมันซะ
หันมาฝึกสกิลที่เอามาใช้ได้จริงดีกว่า
-
ก็เลยเริ่มวาดรูป ฝึกเล่นกีต้าร์
จนถึงตอนนี้ผ่านมาได้เกือบ2ปี
คิดว่า มันเป็นทางเดินที่ถูกแล้วสำหรับเรา
แต่อุปสรรคก็มักจะตามมาเสมอ
-
ตั้งแต่วัยเด็ก ผมก็โดนยัดความคิดต่างๆมามาก
กว่าจะรุ้ตัวว่าโดนขีดเส้นชีวิตไว้แล้ว ก็เกือบจะสายไป
การที่เราไม่พยายามจะรับรู้ถึงความจริง
มันอาจทำให้เรามีความสุขได้เพียงชั่วครู่
แต่สุดท้าย เราก็ต้องเผชิญกับความจริงอยุ่ดี
-
ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เป็นคนหัวดี
และทางตระกูลไม่มีหมอเลย
เลยถูกตั้งความหวังให้เข้าหมอ
เราเองด้วยความไม่คิดอะไรก็เออออตาม
แต่พอโตขึ้นมาได้มีโอกาสสัมผัสหลายๆอย่าง
ได้ศึกษาหลายๆอาชีพเข้าจริง
ก็คิดได้ว่า เราต้องอยู่กับอาชีพมันไปตลอดชีวิต
-
แต่เราจะยอมรับมันได้ไหม ถ้าหาก
เราต้องถูกบังคับให้เลือกในสิ่งที่ตนไม่ชอบ
เมื่อถึงเวลาแล้ว คนอื่นมีความสุข ยินดี
แต่ตัวเราเองล่ะ เราพอใจที่คนอื่นมีความสุข
ในขณะที่เราต้องทนอยู่กับความทุกข์ของตน งั้นหรือ?
-
ช่วงนั้น ผมพร่ำกับตัวเอง ซ้ำไปมาในสมอง
บนรถเมล์ ในห้องเรียน ห้องน้ำ บนเตียง
มันทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูแย่ลงไปถนัดตา
-
แม้ว่าลองแอบถามหลายๆคนรอบตัว
คำตอบที่ทุกคนพูดจะออกมาเหมือนกันว่า
เลือกสิ่งที่ตนเองชอบ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด
แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจถึงคำพูดที่ออกจากปากเขาจริง
แค่เพียงขยับปาก ลิ้น กราม หลอดลม กล่องเสียง
มันง่ายกว่าการตัดสินใจ และการกระทำที่ต้องตามมา
-
ความคิดของผมเริ่มแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน
แม้จะมีหลายอย่างตอกย้ำ ทั้ง แบบทดสอบ
ใบประเมิณ คนรอบข้าง ความกดดันก็โถมทับเข้ามา
ผมตัดสินใจอยู่นาน จนในที่สุด ก็เลือกจะไปตามทาง
ที่ตนเองเลือกจะขีดเส้นเอง ผมอยากเรียน สถาปัต
-
มันเป็นการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆตัวนี้ การต่อสู้เริ่มขึ้น
จนถึงตอนนี้ ผลก็ยังไม่ไปถึงไหน
แต่การเริ่มต้นก่อนที่จะสายไป
มันดีกว่าการกลับนั่งเสียใจในภายหลัง
-
3.โรคประจำตัว
จริงๆแล้ว ผมมีโรคประจำตัวที่เป็นกรรมพันธุ์มาจากคุณแม่
มันคือ โรคหอบ ที่มักจะกำเริบเอาในช่วงเปลี่ยนฤดูบ่อยครั้ง
พี่ชายของผมไม่เป็น ผมเลยรู้สึกว่า ทำไมตนเองถึงโชคร้ายนัก
-
โรคหอบ ไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารบรรเทาได้ด้วยการ
ทำร่างกายให้แข็งแรง นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องเล่นกีฬา
ทุกวันนี้ อาการไม่ค่อยจะปรากฏ นานๆจะมีสักที
ไม่จำเป็นต้องพกยาพ่นติดตัวไว้ เพราะไม่ได้เป็นมาก
จะมีช่วงที่ต้องพกยาในช่วงที่เป็นหวัด
-
หวัด สำหรับคนเป็นโรคหอบแล้ว มันน่ากลัวมาก
การที่เป็นหวัด และหอบ จะยิ่งทำให้หลอดลมตีบ
จำเป็นต้องกินยาขยายหลอดลม ควบคุ่ไปกับยาแก้อักเสบ
แน่นอนว่า มันทรมาณมาก หากว่าร่างกายเราอ่อนแอ
โชคดีในโชคร้ายที่ผมมีร่างกายที่แข็งแรง
เลยไม่ค่อยจะเป็นอะไรมาก แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง
ที่ต้องเข้าโรงบาลเพื่อฉีดยาเลยทีเดียว
-
สาเหตุไม่ใช่อะไร มาจากเจ้าหมาที่เลี้ยงไว้นั่นเอง
ผมย้ายมา กทม มาอยู่บ้านญาติ ซึ่งเลี้ยงเจ้าหมาไว้
ด้วยความที่ไม่เคยเล่นกับหมา ก็เลยเห่อไปกัดกับมันเล่น
จนต้องโดนดีเมื่อหมอบอกว่า ห้ามเล่นกับหมา
เพราะขนเจ้าหมา ทำให้อาการหอบกำเริบหนัก
ตอนนี้ก็เลยได้แค่ ลูบหัวมันวันละ1ครั้ง ตอนกลับเข้าบ้าน
คอดว่า มันคงจะเหงาน่าดูเลยที่ไม่มีเพื่อนเล่นกับมัน
-
4.เหตุการณ์สยอง เห็นการตาย
ฟังดูน่ากลัวนะ เห็นหลายคนเล่า ก็เลยอยากเล่าบ้าง
แต่จริงๆไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก เพราะการตายนี้
เป็นการจากไปของ เจ้าหมาของเราเอง
-
บ้านญาติเราเลี้ยงเจ้าหมาไว้2ตัว
เป็นตัวผู้1 เมีย1 เป็นพี่น้องท้องเดียวกันนี่หล่ะ
เจ้าหมา2ตัว เป็นหมาพันธุ์ผสม ไทย+เทศ
พันธุ์อะไรเราก็ไม่รุ้หมือนกัน แต่มันน้ำตาลอ่อน
ทั้งตัว แล้วก็ตามอุ้งเท้า ปาก และหาง เป็นสีขาว
ดูแล้ว สวยแปลกตาไปอีกแบบ ไม่เหมือนใคร
-
เจ้าสองตัวนี้อยู่บ้านนี้มาก่อนผมอีก
มันอยู่มาได้6ปี ตอนเมื่อผมย้ายเข้ามา
ผมเข้า กทม มาตอนปิดเทอมม.3 เพื่อเรียนพิเศษ
และสอบเข้าโรงเรียนที่กทมนี้
ผมยังจำวันแรกที่มาถึงได้เลย น่าแปลกใจที่
มันไม่เห่าผมเลยสักกะนิด ทั้งที่ผมไม่เคยเจอมันมาก่อน
หลังจากนั้นมนก็อยู่เป็นเพื่อนเล่นกับผมมาตลอด
จนเกือบปี เกิดเหตุหารณ์ที่ผมต้องเข้าโรงบาล
เพราะขนของเจ้าหมาทั้ง2 นั่นเอง
-
เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าตัวผู้ อยู่ดีๆก็เริ่มมีอาการเฉื่อยชา
ในขณะที่เจ้าตัวเมีย ยังกระดี๊กระด๊า หนีออกไปเที่ยวนอกบ้าน
อยุ่เป็น เนืองๆ อาจจะเป้นเพราว่า ฮอร์โมน ก็เป็นได้
ตัวเมียนั้น โดนทำหมันตั้งแต่ยังอายุไม่กี่ขวบ
แต่เจ้าตัวผู้นี้ ไม่ได้ทำหมันมัน ปล่อยให้อยู่เป็นปกติสุข
-
หลังจากที่เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเจ้าตัวผู้
ก็เลยไปตามหมอมาดู หมอก็บอกว่ามันแก่มากแล้ว
อายุก็ประมาณ8ปีกว่าๆ ถือว่ามากสำหรับหมาไทย
พอถามหมอว่ามันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน หมอก็แค่ยิ้ม
รอยยิ้ม ทำให้รุ้ถึงชะตากรรมของมันมากกว่าคถพูดเสียอีก
-
วินาทีนั้น ก็ทำใจได้ว่า มันคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน
มันเป็นหมาที่น่ารักมาก ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
มันจะนั่งส่งเราตาแป๋ว อาหารที่ชอบของมันคือ
ปลาทู กับ ขนมปัง ฟังดูไม่น่าจะเป้นอาหารของสุนัขได้
ผมก็มักจะเอาส่วนที่เหลือมาให้มันกินเสมอ
-
หลังจากนั้นได้3เดือน มันก็ล้มตัวลงนอนข้างกองไม้
ในโรงจอดรถผมกลับมาตอนบ่าย3 เร็วกว่าปกติ
เห็นมันนอนอยุ่ก็คิดว่าหลับ เลยไม่ได้เข้าไปดู
พอน้ากลับมาตอนเย็นๆ จึงรุ้ว่า มันจากเราไปเสียแล้ว
-
เราได้มีโอกาสอุ้มมันใส่ถุงดำเองกับมือ
มันจากไปอย่างสงบและได้มอบหมายภารกิจ
ที่เหลือให้แก่น้องสาวร่วมสายเลือดของมันแล้ว
เจ้าน้องสาวมองดูผมกับน้าอุ้มพี่ชายของตนเอง
ใส่ถุงดำด้วยหน้าตาที่ดูเป็นปกติ ราวกับว่า
มันรุ้ว่าเกิดอะไรขึ้น และอะไรคือสิ่งที่ตัวเองควรทำต่อไป
-
เราไม่อาจเข้าใจความคิดของสุนัขได้
เราไม่อาจรุ้ได้ว่า มันรุ้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เราไม่เคยเห็นน้ำตาของสุนัข
เราไม่เคยได้ยินสุนัขร้องได้
บางที มันอาจรู้ความหมายของคำว่าชีวิต
ดีกว่าสัตว์ประเสริฐที่กระโหลกบรรจุสมองหนักร่วมกิโล
ด้วยซ้ำไป
-
มันยึดมั่นในหน้าที่ ตราบเท่าที่มันยังมีชีวิต
มันทำตามหน้าที่อย่างซื่อสัตย์เพียงเพื่อรับของตอบแทน
เป็นแค่อาหาร และที่อยู่ แต่มันก็รับรุ้ว่า ชีวิตของมันมีคุณค่า
ไม่ใช่แค่พื่อตัวมัน หากแต่ เพื่อผู้มีบุญคุณต่อชีวิตมัน
-
ทุกวันนี้ เจ้าน้องหมาตัวเมีย ก็ยังคงอยู่กับผม
คอยเห่าไล่คนแปลกหน้า คุ้มครองบ้าน
เพื่อสืบต่อเจตนารมณ์ของพี่ชายมันตราบชั่วชีวิต
-
5.ทัศนคติเกี่ยวกับชีวิต สังคม และความฝัน
หลังจากที่ผมได้มาอยู่กทม ผมก็ได้มีเวลาคิด
เรื่องสัพเพเหระมากขึ้น ผมมีเวลาว่างมากเป็นกระบุง
โดยเฉพาะเวลาเดินทางที่ยาวนานร่วมชั่วโมง
ช่วงนี้เองที่ผมเริ่มจะคิดถึงหลายๆแง่มุมในชีวิต
-
อาจจะฟังดูแล้วรุ้สึกว่า แก่แดดเหลือเกิน
ทั้งที่อยู่แม.ปลาย แต่กลับคิดถึงเรื่องแบบนี้
แต่ผมมองว่า มันไม่เป็นเรื่องแปลก
เพราะสุดท้าย สักวันนึง ทุกคนย่อมต้อง
คิดถึงมันแน่นอน หากแต่ช้าหรือเร็ว
-
ผมเริ่มมีทัศนคติต่อการทำงาน สังคม
และการใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไปจากคนปกติ
ผมเริ่มร่างอนาคตของตนเองขึ้นมา
ผมมองชีวิตที่ดำเนินไปทุกวันนี้ว่ามันช่างไร้สาระ
-
คนเราทำงานเพียงเพื่อเงิน ถูกกำหนดเวลา
ให้ทำงานเหมือนเครื่องจักร ทุกวัน ตรงเวลา
ซ้ำซาก จำเจ ผมมองว่า คนเราเสียเวลาของชีวิต
ให้กับเพียงเพื่ออะไรบางอย่างที่เรียกว่าเงิน
ที่หลายคนอยากได้ คนอยากได้เงินทำไม
-
หลายคนเพียงแค่ต้องการนำมันมา
เพื่อใช้บำบัดความต้องการของตน ซื้อนู่น
นี่ เพราะคิดว่า หากตนมีมันแล้ว จะมีความสุข
คนเรามักไขว่ขว้าความสุขที่อยุ่ไกลออกไป
จนลืมความสุขที่สามารถหาได้ใกล้ๆตัว
-
ปัจจุบัน คนเราถูกสร้างค่านิยมที่ผิดๆ
คิดว่า เงินทำให้เราสามารถมีความสุขได้
เงินเท่านั้น คือสัจธรรม
เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่เงินเป็นพ่อพระเจ้า
แต่มันก็ไม่จริงเสมอไป
-
เด็กๆผมฝันว่าอยากรวย
ทุกวันนี้ แม้กระทั่งเด็กที่ยังไม่รู้อะไร
กลับยังอยากรวย ทั้งๆที่ ไม่รุ้ว่าจะรวยไปทำไม
หันไปทางไหนก็เจอแต่ บ้านนี้ดีอยู่แล้วรวย
ยันต์มหาลาภ คถามหารวย ฯลฯ
-
คนเรานำเงินมาใช้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
เพราะต้องการความสะดวกในการซื้อขาย
แต่เงินนี้เอง กลับทำให้มนุษย์ตกเป็นทาสมัน
คนเราเสียเวลา1ส่วน3ของชีวิตกับการนอน
เสียเวลาอีก1ส่วน3ให้กับเงิน เราจ่ายชีวิตเราเพิ่อเงิน
โดยที่เราเอาเงินมาเพื่อเติมเต็มในอีก1ส่วน3ท่เหลือ
ต่อให้คุณมีเงินหลายพันหลายหมื่นล้าน คุณก็ไม่ได้กำไร
อย่างมากคุณก็เท่าทุนในการใช้ชีวิต
-
คนเราอยู่ได้ด้วยความฝัน และจินตนาการ ไม่ใช่ด้วยเงิน
เงินไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้
เงินเป็นเพียงแค่วัตุ แค่สสาร แค่ธาตุ แค่อนุภาค แค่อะตอม
ความฝัน จินตนาการ และการลงมือทำต่างหาก
ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
-
คนเราล้วนแต่มีความฝัน
คนเราล้วนไล่ตามความฝัน และอยากไปถึงฝัน
แต่ความฝันปัจจุบันนี้สำหรับคนช่างน่าเศร้า
ฝันว่า อยากมีรถ อยากมีบ้าน อยากมีนุ่น นี่
ความฝัน ถูกแทนที่ด้วยความโลภในวัตถุ
ซึ่งจำเป้นต้องแลกมาด้วยเงินตรา
-
ผมก็มีฝันของผม แต่มันแตกต่างไปจากเหล่านี้
ผมตั้งอุดมการณ์แห่งการใช้ชีวิตของผม
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่า ผมจะไม่ทำงานเพื่อเงิน
แต่จะทำงานเพื่อให้ฝันของตนเป็นจริง
สิ่งที่ผมตามหาในชีวิตไม่ใช่เงิน ไม่ใช่สิ่งของ
ผมไม่เชื่อว่า สิ่งเหล่านั้น จะทำให้ผมมีความสุขได้
แต่ผมเชื่อว่า ความฝัน และการตามฝันไปให้ถึง
จำทำให้ผมพบกับความสุขที่แท้จริง
-
-
จริงๆมีเรื่องที่อยากจะเขียนเกี่ยวกับทัศนคติชีวิต
อีกเยอะแยะเป็นภูเขาเลย แต่กลัวคนอ่านจะเบื่อ
กลัวอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะคนเขียนเมา เหอๆ
-
ก็แนะนำว่า ลองไปหางานเขียนของคุณ วินทร์ เลียววาริณ
อ่านได้ ความคิดเราคล้ายเค้ามาก
ตอนแรกเราอ่านหนังสือเค้าเราก็ยังตกใจเลยว่า
สไตล์การคิดเค้าคล้ายๆเรา
เหมือนจะคิดสบายๆ แต่แฝงความซีเรียส เก็บกด อยากระบาย หึหึ
มองโลกไนแง่ลบ จนถึงขีดสุดแล้วพลิกกลับมาในแง่บวก
มันจะช่วยเพิ่มกำลังใจได้ดีนักแล
-------------------------------------------